Table of contents
Share Post

บทนำ

ในการชุบซิงค์ “สเปค” ไม่ได้หมายถึงแค่ความหนาหรือสีของผิวงาน แต่คือการกำหนดระบบป้องกันสนิมให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งานจริง โดยหลักคิดและเกณฑ์การพิจารณาในบทความนี้อ้างอิงแนวทางจากมาตรฐาน JIS (Japanese Industrial Standards) ที่ใช้กันแพร่หลายในอุตสาหกรรม เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงการเลือกสเปคเกินจำเป็นหรือไม่เพียงพอ


Step 1: กำหนดความหนาชั้นซิงค์ (Thickness) และจุดวัด

ความหนาของชั้นซิงค์เป็นปัจจัยหลักที่กำหนดอายุการป้องกันสนิมในเชิงกลไก Sacrificial Protection โดยมาตรฐาน JIS H 8610 ได้จัดระดับความหนาขั้นต่ำของชั้นซิงค์ออกเป็น Grade เพื่อเชื่อมโยงกับสภาพแวดล้อมการใช้งาน (Service Condition) ตามแนวคิดเดียวกับ ISO

Grade และความหนาขั้นต่ำของชั้นซิงค์ (อ้างอิง JIS H 8610)

Grade ความหนาขั้นต่ำ (µm) ISO Service Condition (อ้างอิง)
Grade 1 2
Grade 2 5 1
Grade 3 8 2
Grade 4 12 3
Grade 5 20 3
Grade 6 25 4

ตารางนี้แสดง ความหนาขั้นต่ำของชั้นซิงค์ ตามการจัด Grade ใน JIS H 8610 เพื่อใช้เป็นแนวทางเลือกสเปคให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ไม่ใช่การรับประกันอายุการใช้งานจริง

ตัวอย่างการเชื่อมโยงความหนากับสภาพแวดล้อม (Informative)

Service environment สภาพการใช้งาน ตัวอย่าง
1 ภายในอาคารทั่วไป ที่พักอาศัย สำนักงาน
2 ภายในอาคาร ความชื้นสูง ห้องน้ำ ห้องครัว
3 ภายนอกอาคารทั่วไป พื้นที่เปิดโล่ง
4 ภายนอกอาคาร กัดกร่อนสูง ชายทะเล เขตอุตสาหกรรม

การเลือก Grade ควรอ้างอิงสภาพแวดล้อมจริงเป็นหลัก และกำหนด ความหนาขั้นต่ำที่จุดใช้งานสำคัญ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยทั้งชิ้นงาน

ข้อกำหนดด้านการระบุความหนา (Thickness Requirement):

  • ต้องระบุค่า ความหนาขั้นต่ำ (Minimum thickness) พร้อมตำแหน่งวัดอย่างชัดเจน
  • จุดวัดควรอยู่ในพื้นที่ใช้งานจริงหรือจุดเสี่ยงการกัดกร่อน
  • หลีกเลี่ยงการระบุเพียงค่าเฉลี่ย (Average) โดยไม่กำหนดจุดวัด
  • ในชิ้นงานซับซ้อน ควรกำหนดจุดวัดอย่างน้อย 2–3 ตำแหน่งใน Drawing หรือ Spec

การระบุความหนาโดยไม่กำหนดตำแหน่งวัด อาจทำให้ผลตรวจรับไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง และเกิดข้อโต้แย้งระหว่างผู้ผลิต ผู้ชุบ และฝ่ายตรวจรับ

Risks

  • ระบุความหนาโดยไม่กำหนดตำแหน่งวัด → เกิดข้อโต้แย้งในการตรวจรับ
  • เลือก Grade หรือความหนาสูงเกินความจำเป็น → ต้นทุนสูงโดยไม่เพิ่มอายุการใช้งานจริง

Step 2: เลือกสีและระบบ Passivation

สีของงานชุบซิงค์เกิดจาก ระบบ Passivation ซึ่งเป็นชั้นฟิล์มเคมีบางมากบนผิวซิงค์ มีหน้าที่หลักในการ ชะลอการเกิดสนิมขาว (White Rust) และช่วยเสถียรภาพผิวในช่วงหลังการชุบ โดยแนวคิดการจัดประเภทและการใช้งานของระบบ passivation นี้สอดคล้องกับแนวทางในมาตรฐาน JIS H 8625 สีจึง ไม่ใช่ตัวชี้วัดความหนาชั้นซิงค์ และไม่ควรถูกใช้เป็นตัวแทนประสิทธิภาพการกันสนิมโดยตรง

ค่าชั่วโมงการทนสนิมขาวที่อ้างถึงในบทความนี้ เป็นผลจาก ประสิทธิภาพกระบวนการควบคุมของ NProcess ซึ่งอยู่ในระดับ สูงกว่าค่าขั้นต่ำที่มาตรฐาน JIS กำหนด โดยใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงประสบการณ์โรงงาน ไม่ใช่การขยายขอบเขตข้อกำหนดของมาตรฐาน

เพื่อให้ผู้อ่านเลือกสเปคได้ง่ายขึ้น ข้อมูลระดับความทนสนิมขาว (Salt Spray Test) สามารถถูกรวมอธิบายไว้ใน ระบบที่พบบ่อย ด้านล่าง เพื่อใช้เป็นแนวทางการตัดสินใจ (เป็นค่าแนวทาง ไม่ใช่การรับประกันผลทดสอบ):

ระบบที่พบบ่อย:

  • สีฟ้า / ใส (Thin-layer passivation): ระบบฟิล์มบาง ใช้แพร่หลายในงานทั่วไป เน้นรูปลักษณ์และความสะอาดของผิว โดยทั่วไปให้ความทนสนิมขาวในช่วง 24–72 ชั่วโมง เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ไม่รุนแรง
  • สีรุ้ง / เหลือง (Thick-layer passivation): ระบบฟิล์มหนากว่า ช่วยชะลอการเกิดสนิมขาวได้ดีกว่า โดยทั่วไปอยู่ที่ 72–96 ชั่วโมง เหมาะกับงานที่ต้องการความทนทานเพิ่มขึ้นจากงานทั่วไป
  • สีดำ (Black passivation): ใช้เมื่อมีข้อกำหนดด้านรูปลักษณ์หรือการลดแสงสะท้อน ระดับความทนสนิมขาวโดยทั่วไปอยู่ที่ 48–72 ชั่วโมง ประสิทธิภาพขึ้นกับสูตรเคมีและการควบคุมกระบวนการเป็นหลัก ไม่ควรเลือกโดยอาศัยสีเป็นเกณฑ์หลัก
  • Passivation + Sealer: ใช้เมื่อความต้องการทนสนิมขาวเกินช่วงของ passivation เดี่ยว โดยทั่วไปสามารถเพิ่มความทนสนิมขาวขึ้นได้อีกประมาณ 48 ชั่วโมง (เช่น จาก 48–72 → 96–120 ชั่วโมง) ทั้งนี้ขึ้นกับชนิด sealer และการควบคุมกระบวนการ

 

Grade / Class และลักษณะชั้น Chromate ตาม JIS H 8625

ตารางด้านล่างแสดงการจัด Grade / Class ของ chromate conversion coating ตามมาตรฐาน JIS H 8625 เพื่อใช้เชื่อมโยงระหว่างชนิดชั้นเคลือบ สีที่พบ และมวลการเคลือบต่อพื้นที่ (ใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเชิงเทคนิค ไม่ใช่ข้อกำหนดด้านรูปลักษณ์)

Grade Class Symbol Coating mass (g/m²) ลักษณะผิวโดยทั่วไป (Informative)
Grade 1 Gloss CM1 A ≤ 0.5 โปร่งใส อาจมีโทนฟ้าอ่อน
Grade 1 Light yellow CM1 B ≤ 1.0 เหลือบสีอ่อน
Grade 2 Yellow CM2 C > 0.5 – ≤ 1.5 เหลืองเหลือบ
Grade 2 Green CM2 D > 1.5 เขียว / Olive / Bronze / น้ำตาล

 

ตารางนี้ใช้เพื่ออธิบายชนิดและปริมาณชั้น chromate / passivation ตาม JIS H 8625 โดยสีเป็นเพียงลักษณะผิวที่พบทั่วไป ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินประสิทธิภาพการกันสนิม

หมายเหตุเพิ่มเติม (Remarks – อ้างอิง JIS H 8625):

  • ระบบ Black chromate conversion coating สามารถได้มาจากการปรับสูตรหรือชนิดของสารเคมีในขั้นตอนการปรับสภาพผิว (treating liquid)
  • มาตรฐาน JIS ไม่ได้กำหนดค่า coating mass ต่อพื้นที่สำหรับสีดำไว้ตายตัว
  • ค่ามวลการเคลือบ (coating mass per unit area) ของระบบสีดำ ต้องตกลงร่วมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ผลิต/โรงชุบ ตามวัตถุประสงค์การใช้งานจริง

ข้อกำหนดส่วนนี้สะท้อนว่า สีดำในระบบ chromate เป็นเรื่องของ การควบคุมกระบวนการและข้อตกลงทางเทคนิค ไม่ใช่ class มาตรฐานที่กำหนดค่าตายตัวเหมือน CM1 / CM2

เกณฑ์ขั้นต่ำความทนสนิมขาวตามมาตรฐาน JIS H 8625

มาตรฐาน JIS H 8625 ได้กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของความสามารถในการต้านทานการเกิด สนิมขาว (White Rust) สำหรับชั้น chromate / passivation ภายใต้การทดสอบ Salt Spray Test (อ้างอิง JIS Z 2371) เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงพื้นฐานของคุณภาพระบบผิว โดยไม่ได้ผูกกับอายุการใช้งานจริงของชิ้นงาน

ตาราง: Corrosion resistance of chromate conversion coatings (อ้างอิง JIS H 8625)

Symbol of grade / class เวลาขั้นต่ำที่ไม่ควรเกิดสนิมขาว (ชั่วโมง)
CM1 A 6
CM1 B 24
CM2 C 72
CM2 D 96

ตารางนี้แสดง ค่าขั้นต่ำตามมาตรฐาน JIS H 8625 สำหรับการประเมินประสิทธิภาพของระบบ passivation เท่านั้น ไม่ใช่เกณฑ์อายุการใช้งานจริง และไม่ครอบคลุมการเกิดสนิมแดง (Red Rust)


โครงสร้างชั้นเคลือบงานชุบซิงค์ (Zn) แบบภาพตัดขวาง แสดง Substrate, Zinc layer, Passivate และ Topcoat

Anatomy of Zn Coating – โครงสร้างชั้นชุบซิงค์และชั้นป้องกันผิว

ภาพตัดขวางแสดงชั้นชุบซิงค์ (Zn) พร้อมชั้นพาสซิเวทและซีลเลอร์สำหรับเพิ่มความทนการกัดกร่อน


Step 3: งานชุบเสร็จแล้วมีกระบวนการอะไรต่อไหม

หลังการชุบซิงค์ ชิ้นงานจำนวนมากไม่ได้ถูกนำไปใช้งานทันที แต่จะผ่านกระบวนการต่อเนื่องบางอย่าง ซึ่งมีผลต่อการเลือกสเปคใน Step 2 โดยตรง เช่น

  • การพ่นสี / เคลือบสี: บางระบบ passivation หรือ sealer อาจส่งผลต่อการยึดเกาะสี
  • การติดกาว / ซีล: ผิวต้องสะอาด ไม่มีคราบน้ำมันหรือสารตกค้าง เพื่อให้กาวหรือสารยึดเกาะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
  • การประกอบเชิงกล: ต้องคำนึงถึงแรงเสียดทานและการสึกของผิว
  • การจัดเก็บ / ขนส่งระยะยาว: ความชื้นและสภาพบรรยากาศอาจเร่งการเกิดสนิมขาว

ดังนั้น การแจ้งขั้นตอนหลังการชุบให้โรงชุบทราบตั้งแต่ต้น จะช่วยให้เลือกระบบ passivation และ sealer ได้เหมาะสมกับการใช้งานจริง ไม่ใช่เลือกจากสีหรือชั่วโมงทดสอบเพียงอย่างเดียว

Risks

  • ไม่แจ้งเงื่อนไขใช้งานให้โรงชุบทราบ
  • ใช้มาตรฐานเดียวกับทุกชิ้นงานโดยไม่แยกสภาพแวดล้อม

Step 4: กำหนดชั่วโมง Salt Spray Test (White / Red Rust)

ชั่วโมง Salt Spray Test เป็นการทดสอบเร่งเพื่อประเมินความทนทานต่อการกัดกร่อน ไม่ใช่ตัวแทนอายุการใช้งานจริง การกำหนดชั่วโมงทดสอบควรใช้เป็นเกณฑ์ตรวจรับ (Acceptance Criteria) มากกว่าสเปคหลัก

แนวคิดสำคัญในการกำหนดชั่วโมงทดสอบ:

  • แยกสนิมขาว (White Rust) และสนิมแดง (Red Rust) ให้ชัดเจน
  • อ้างอิงค่าขั้นต่ำจาก JIS และข้อกำหนดเฉพาะของ OEM
  • ใช้เพื่อยืนยันความสม่ำเสมอของกระบวนการ ไม่ใช่การรับประกันอายุการใช้งาน

ตัวอย่าง Acceptance Criteria จากเอกสาร OEM (ISUZU)

ตารางด้านล่างเป็น ตัวอย่างเกณฑ์ตรวจรับ (Acceptance Criteria) ที่อ้างอิงจากเอกสาร ISUZU – ISC‑B11‑004J สำหรับงานชุบซิงค์ระบบสีรุ้ง (Yellow / Iridescent passivation) โดยใช้เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดสเปคเท่านั้น

ความหนาชั้นซิงค์ (µm) ระบบ Passivation สนิมขาว (White Rust) สนิมแดง (Red Rust)
5 สีรุ้ง ไม่เกิน 10% ของพื้นที่ ภายใน 72 ชม. 132 ชม.
8 สีรุ้ง ไม่เกิน 10% ของพื้นที่ ภายใน 72 ชม. 152 ชม.
13 สีรุ้ง ไม่เกิน 10% ของพื้นที่ ภายใน 72 ชม. 192 ชม.
25 สีรุ้ง ไม่เกิน 10% ของพื้นที่ ภายใน 72 ชม. 336 ชม.

ตัวเลขข้างต้นเป็น ข้อกำหนดเฉพาะของ OEM (ISUZU) ใช้เป็น Acceptance Criteria ภายใน ไม่ใช่ค่าขั้นต่ำตามมาตรฐาน JIS และอาจแตกต่างไปตามรุ่นชิ้นงานหรือเงื่อนไขการทดสอบ

ตัวอย่าง Acceptance Criteria จากเอกสาร OEM (Ford)

ตารางด้านล่างเป็น ตัวอย่างข้อกำหนดจากมาตรฐาน Ford – WSD‑M1P85‑A1 / A2 / A3 ซึ่งใช้กันแพร่หลายในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อกำหนดเกณฑ์การเกิด สนิมขาว (White Rust) และ สนิมแดง (Red Rust) ภายใต้การทดสอบ Salt Spray Test

ความหนาชั้นซิงค์ (µm) ระบบ Passivation สนิมขาว (White Rust) สนิมแดง (Red Rust)
5–11 สีขาว 24 ชม. 72 ชม.
8–14 สีขาว / สีรุ้ง 48 ชม. 96 ชม.
8–14 สีขาว / สีรุ้ง + Sealer 96 ชม. 360 ชม.

 

ข้อมูลตารางนี้เป็น ข้อกำหนดเฉพาะของ Ford (OEM Specification) ใช้เป็นเกณฑ์ตรวจรับภายใน ไม่ใช่ค่าขั้นต่ำตามมาตรฐาน JIS และไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบข้ามโรงงานหรือข้ามระบบได้โดยตรง

Risks

  • ใช้ชั่วโมง Salt Spray เป็นตัวกำหนดระบบผิวโดยตรง → เลือกสเปคผิดทิศทาง
  • เปรียบเทียบชั่วโมงทดสอบข้ามระบบหรือข้ามโรงงานโดยไม่พิจารณาเงื่อนไขการทดสอบ

ผลการทดสอบเกลือ Salt Spray Test ของงานชุบซิงค์ เปรียบเทียบสนิมขาวและสนิมแดงบนผิวโลหะ

Salt Spray Test งานชุบซิงค์ – White Rust และ Red Rust

ตัวอย่างผลการทดสอบ Salt Spray Test ของงานชุบซิงค์ แสดงการเกิดสนิมขาวบนผิวซิงค์ และสนิมแดงเมื่อการป้องกันถึงชั้นเหล็ก


Step 5: ตรวจสอบ Appearance (ลักษณะผิวและความสม่ำเสมอ)

หลังจากกำหนดความหนา ระบบ passivation และเกณฑ์การทดสอบแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายของการกำหนดสเปคคือ การตรวจสอบ Appearance ซึ่งเป็นส่วนที่มักถูกมองข้าม แต่มีผลต่อการตรวจรับและการใช้งานจริง

การตรวจสอบ Appearance ไม่ได้เน้นความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เน้น ความสม่ำเสมอและความสอดคล้องกับการใช้งาน ได้แก่:

  • ความสม่ำเสมอของสีและโทนผิวทั้งชิ้นงาน
  • การไม่มีคราบด่าง คราบน้ำ หรือรอยไหลของสารเคมี
  • การไม่เกิดผงขาวหรือคราบบนผิวหลังการอบแห้ง
  • ความเรียบร้อยของผิวในบริเวณเกลียว มุม และขอบ

Appearance ที่ดีช่วยลดความเสี่ยงในการปฏิเสธงาน แม้ชิ้นงานจะผ่านเกณฑ์ด้านความหนาและ Salt Spray แล้วก็ตาม

แนวทางกำหนดเกณฑ์ Appearance ใน Spec

  • ระบุเป็น เกณฑ์เชิงคุณภาพ (Visual acceptance) ไม่ใช่ตัวเลข
  • ใช้ตัวอย่างชิ้นงาน (Master sample) หรือรูปอ้างอิงประกอบ
  • แยกเกณฑ์ Appearance ออกจากเกณฑ์ด้านการกัดกร่อน

Risks

  • ไม่ระบุเกณฑ์ Appearance → เกิดความเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างผู้ผลิตและฝ่ายตรวจรับ
  • ใช้ Appearance เป็นตัวตัดสินประสิทธิภาพการกันสนิม → เข้าใจผิดเชิงเทคนิค

Step 6: เมื่อความต้องการความทนการกัดกร่อนสูงกว่าขีดจำกัดของชุบซิงค์

ในบางกรณี แม้จะเพิ่มความหนาชั้นซิงค์ ใช้ระบบ passivation ระดับสูง และเสริมด้วย sealer แล้ว ความทนทานต่อการกัดกร่อนที่ต้องการยังอาจ เกินขีดความสามารถของการชุบซิงค์บริสุทธิ์ (Pure Zinc Plating) ตามกลไก sacrificial protection ปกติ

ในสถานการณ์เช่นนี้ แนวทางที่ใช้กันในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมที่มีข้อกำหนดสูง คือการ เปลี่ยนระบบชุบจากซิงค์บริสุทธิ์ไปเป็น Zinc Alloy Plating ซึ่งให้ประสิทธิภาพการต้านการกัดกร่อนที่สูงขึ้นในระดับระบบวัสดุ

แนวคิดพื้นฐานของ Zinc Alloy Plating

Zinc Alloy Plating คือการผสมโลหะอื่นในชั้นซิงค์ เพื่อปรับสมดุลระหว่าง

  • อัตราการสึกของซิงค์ (corrosion rate)
  • ความเสถียรของผิวเคลือบ
  • ความสามารถในการทนสนิมแดงระยะยาว

ระบบที่ใช้กันบ่อย ได้แก่:

  • Zn–Fe (Zinc–Iron):
    • เพิ่มความเสถียรของชั้นซิงค์
    • ใช้ในงานที่ต้องการความทนทานมากกว่าซิงค์บริสุทธิ์ แต่ยังคงต้นทุนในระดับควบคุมได้
  • Zn–Ni (Zinc–Nickel):
    • ให้ความทนทานต่อการเกิดสนิมแดงสูงมาก
    • ใช้แพร่หลายในอุตสาหกรรม Automotive สำหรับชิ้นส่วนที่รับสภาพแวดล้อมรุนแรง
    • สามารถให้ผล Salt Spray สูงกว่าซิงค์บริสุทธิ์หลายเท่าที่ความหนาเท่ากัน

การเลือก Zinc Alloy ไม่ใช่เพียงการ “เพิ่มชั่วโมง Salt Spray” แต่เป็นการเปลี่ยนกลไกการกัดกร่อนในระดับวัสดุ ซึ่งต้องพิจารณาร่วมกับต้นทุน ความสามารถในการผลิต และข้อกำหนดของ OEM

Risks

  • เพิ่มความหนาซิงค์บริสุทธิ์เกินความจำเป็น แต่อายุการใช้งานไม่เพิ่มตาม
  • ใช้ Salt Spray เป็นตัวผลักดันให้เปลี่ยน Alloy โดยไม่พิจารณาสภาพใช้งานจริง
  • เปลี่ยนเป็น Zinc Alloy โดยไม่ตรวจสอบความเข้ากันได้กับกระบวนการหลังชุบ (พ่นสี, ประกอบ, Heat exposure)

หัวข้อนี้ทำหน้าที่เป็น สะพานเชื่อม ไปสู่บทความเชิงลึก (Cluster) เรื่อง Zinc Alloy Plating ซึ่งจะอธิบายความแตกต่างเชิงกลไก การเลือกใช้ และข้อจำกัดของแต่ละระบบโดยละเอียด


FAQ

Q: ความหนามากขึ้นช่วยให้ผ่านไอเกลือได้นานขึ้นเสมอหรือไม่?
A: ไม่เสมอ ระบบ passivation และ sealer มีผลอย่างมาก

Q: สีชุบมีผลต่ออายุการใช้งานจริงหรือไม่?
A: มีผลทางอ้อม โดยเฉพาะการเกิดสนิมขาว

Q: จำเป็นต้องระบุทั้งความหนาและไอเกลือหรือไม่?
A: ควรระบุทั้งคู่เพื่อให้สเปคชัดเจน

อ้างอิง/มาตรฐานที่เกี่ยวข้องในงานชุบซิงค์

เข้าใจระบบชุบซิงค์ก่อนตัดสินใจ

หากต้องการภาพรวมกลไกการกันสนิมและระบบชุบซิงค์ทั้งหมด แนะนำอ่านบทความศูนย์กลางเพื่อเชื่อมโยงสเปคกับการใช้งานจริง

Related Articles