Table of contents
Share Post

บทนำ

กระบวนการชุบซิงค์แบบโรงงาน (Zinc Electroplating Process) เป็นระบบการผลิตที่ต้องอาศัยการควบคุมหลายปัจจัยพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นผิวเริ่มต้นของชิ้นงาน สภาพน้ำยา กระแสไฟฟ้า และการตรวจสอบคุณภาพในแต่ละช่วง หากพิจารณาเพียงขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งโดยแยกออกจากระบบทั้งหมด มักนำไปสู่ปัญหาคุณภาพในระยะยาว บทความนี้จึงอธิบายภาพรวม Process Flow ตั้งแต่ต้นจนจบ พร้อมจุดควบคุม (Control Points) ที่ช่วยให้วิศวกร, QA และผู้จัดซื้อใช้ประกอบการตัดสินใจด้านสเปคงานชุบได้อย่างถูกต้อง

 

แนวคิด Process Flow กับการควบคุมคุณภาพเชิงระบบ

ในงานชุบซิงค์ระดับโรงงาน การควบคุมคุณภาพไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในขั้นตอนสุดท้าย แต่แทรกอยู่ในทุกขั้นตอนของ Process Flow ตั้งแต่ก่อนเริ่มชุบจริง แนวคิดสำคัญคือ “ปัญหาที่ปลายทาง มักมีรากเหตุจากต้นทาง” เช่น ผิวที่ล้างไม่สะอาดในขั้นเตรียมผิว จะส่งผลให้การยึดเกาะของชั้นซิงค์ลดลง แม้ว่าขั้นตอนชุบจะควบคุมกระแสไฟได้ถูกต้องก็ตาม

ดังนั้น Process Flow จึงทำหน้าที่เป็นทั้งแผนผังกระบวนการผลิต และเครื่องมือในการสื่อสารความเข้าใจร่วมกันระหว่างฝ่ายผลิต, QC และลูกค้า

 


แผนผังกระบวนการชุบซิงค์ (End-to-End Process Flow)

ลำดับขั้นตอนโดยสรุปของกระบวนการชุบซิงค์แบบโรงงานมีดังนี้:

  1. การตรวจรับชิ้นงาน (Incoming Inspection) → 2) การเตรียมผิว (Degreasing / Pickling) → 3) การล้างน้ำและปรับสภาพผิว → 4) การชุบซิงค์ด้วยไฟฟ้า → 5) การล้างหลังชุบ → 6) การพาสซิเวชัน / ซีล → 7) การอบไล่ไฮโดรเจน (กรณีจำเป็น) → 8) การตรวจสอบคุณภาพขั้นสุดท้าย

แต่ละขั้นตอนมีบทบาทเฉพาะ และมีจุดควบคุมที่แตกต่างกัน ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดในหัวข้อถัดไป

ขั้นตอนที่ 1: การตรวจรับชิ้นงาน (Incoming Inspection)

วัตถุประสงค์ ของขั้นตอนนี้คือการคัดกรองชิ้นงานตั้งแต่ต้นทาง เพื่อป้องกันปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกระบวนการชุบเพียงอย่างเดียว เช่น วัสดุผิดประเภท หรือผิวที่เสียหายรุนแรง

สิ่งที่ตรวจสอบโดยทั่วไป ได้แก่

  • ประเภทวัสดุ (Steel grade, ความแข็ง)
  • สภาพผิวเบื้องต้น เช่น คราบน้ำมัน คราบสนิม การบิดงอ
  • ความสอดคล้องกับเอกสารสเปคหรือ Drawing

Control Points

  • เอกสาร Material Specification
  • การแยกกลุ่มชิ้นงานเหล็กความแข็งสูง (High-strength steel)

Risks / ข้อควรระวัง

  • หากรับชิ้นงานผิดวัสดุ อาจเกิดปัญหา Hydrogen Embrittlement หรือความหนาไม่เป็นไปตามข้อกำหนด
  • ผิวที่มีสนิมลึกอาจไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเตรียมผิวปกติ

ขั้นตอนที่ 2: การเตรียมผิว (Surface Preparation)

การเตรียมผิวถือเป็นรากฐานของคุณภาพงานชุบซิงค์ โดยทั่วไปประกอบด้วยการล้างไขมัน (Degreasing) และการกัดผิวด้วยกรด (Pickling) เพื่อเปิดผิวโลหะให้พร้อมรับการเคลือบ

ในระดับโรงงาน การเตรียมผิวต้องควบคุมทั้งสูตรเคมี เวลา และอุณหภูมิอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผิวสะอาดโดยไม่ทำลายเนื้อโลหะ

Control Points

  • ความเข้มข้นของสารเคมี
  • เวลาแช่และลำดับขั้นตอน
  • สภาพผิวหลังการเตรียม

Risks / ข้อควรระวัง

  • ล้างไขมันไม่หมด → ชั้นซิงค์ยึดเกาะไม่ดี
  • กัดผิวมากเกิน → มิติชิ้นงานเปลี่ยนหรือผิวหยาบเกิน

ขั้นตอนที่ 3: การล้างน้ำและปรับสภาพผิว (Rinsing & Conditioning)

การล้างน้ำระหว่างขั้นตอนมีหน้าที่สำคัญในการป้องกันการปนเปื้อนข้ามถัง และรักษาเสถียรภาพของน้ำยาในแต่ละขั้น

โรงงานที่มีการควบคุมคุณภาพสูงมักใช้การล้างน้ำหลายขั้น (Cascade rinse) เพื่อให้คราบเคมีจากขั้นก่อนหน้าไม่ตกค้าง

Control Points

  • คุณภาพน้ำ (เช่น Conductivity)
  • อัตราการไหลและระบบ Overflow

Risks / ข้อควรระวัง

  • น้ำล้างสกปรก → เกิดคราบด่างหรือปัญหาสีในขั้นถัดไป

ขั้นตอนที่ 4: การชุบซิงค์ด้วยไฟฟ้า (Zinc Electroplating)

ขั้นตอนนี้เป็นหัวใจของกระบวนการ โดยใช้กระแสไฟฟ้าทำให้ไอออนซิงค์เคลือบลงบนผิวเหล็ก ความหนาและลักษณะผิวที่ได้ขึ้นกับหลายปัจจัยที่ต้องควบคุมพร้อมกัน

Control Points

  • Current density และการกระจายกระแส
  • อุณหภูมิอ่างชุบ
  • ค่าเคมีและเวลาในการชุบ

Risks / ข้อควรระวัง

  • กระแสสูงเกิน → ผิวไหม้หรือหยาบ
  • กระแสต่ำเกิน → ความหนาไม่ถึงตามสเปค

ขั้นตอนที่ 5: การล้างหลังชุบ (Post-rinse)

หลังการชุบซิงค์ ชิ้นงานต้องผ่านการล้างเพื่อขจัดคราบน้ำยาชุบที่ตกค้าง ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนพาสซิเวชัน

Risks / ข้อควรระวัง

  • การล้างไม่ทั่วถึง → คราบตกค้างลดอายุการใช้งานและการยึดเกาะของพาสซิเวชัน

ขั้นตอนที่ 6: การพาสซิเวชัน / ซีล (Passivation & Sealing)

พาสซิเวชันทำหน้าที่เพิ่มความต้านทานการกัดกร่อน และกำหนดลักษณะสีของผิวซิงค์ เช่น สีขาว สีฟ้า หรือสีรุ้ง ตามข้อกำหนดของลูกค้า นอกจากชนิดของสารพาสซิเวชันแล้ว ความเข้มข้นของสี (Color intensity) ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่สะท้อนสภาวะกระบวนการในขั้นตอนนี้

ในทางปฏิบัติ ความเข้มของสีที่ปรากฏบนผิวซิงค์ไม่ได้มีผลเฉพาะด้านความสวยงาม แต่ยังใช้เป็น ตัวบ่งชี้ทางอ้อมของสภาวะเคมีและการควบคุมกระบวนการ เช่น ความเข้มข้นของสารพาสซิเวชัน เวลาแช่ และค่า pH หากควบคุมไม่เหมาะสม สีที่ได้อาจเข้มเกินหรือจางเกินจากที่กำหนด ซึ่งอาจสัมพันธ์กับความทนการกัดกร่อนที่เปลี่ยนแปลงไป

Control Points

  • ค่า pH และความเข้มข้นของสารพาสซิเวชัน
  • เวลาแช่
  • ความสม่ำเสมอของการล้างก่อนและหลังพาสซิเวชัน

Risks / ข้อควรระวัง

  • ความเข้มของสีไม่สม่ำเสมอ → บ่งชี้ถึงการควบคุมเคมีหรือเวลาที่ไม่คงที่
  • สีเข้มเกินข้อกำหนด → อาจกระทบการประกอบหรือความเข้ากันได้กับกระบวนการถัดไป
  • สีจางเกิน → ความทนการกัดกร่อนลดลง

ขั้นตอนที่ 7: การอบไล่ไฮโดรเจน (Hydrogen Relief)

สำหรับชิ้นงานเหล็กที่มีความแข็งสูง การอบไล่ไฮโดรเจนเป็นขั้นตอนเสริมที่ช่วยลดความเสี่ยงการแตกร้าวหลังการชุบ ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายหลังการใช้งานจริง

Risks / ข้อควรระวัง

  • ไม่อบหรืออบล่าช้า → เสี่ยงต่อการเกิด Hydrogen Embrittlement

ขั้นตอนที่ 8: การตรวจสอบคุณภาพขั้นสุดท้าย (Final Inspection)

ขั้นตอนสุดท้ายคือการยืนยันว่าชิ้นงานเป็นไปตามข้อกำหนดทั้งหมดก่อนส่งมอบ ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านปิดความเสี่ยง (Risk Gate) ของทั้งกระบวนการ

รายการตรวจสอบที่พบได้ทั่วไป เช่น

  • ความหนาชั้นซิงค์ (ตามจุดที่กำหนดในสเปค)
  • การยึดเกาะของผิวเคลือบ
  • ลักษณะผิว สี ความสม่ำเสมอ
  • การสุ่มทดสอบการกัดกร่อน (ตามข้อกำหนดลูกค้า)

Control Points

  • เครื่องมือวัดที่สอบเทียบแล้ว (Calibration)
  • Sampling plan ที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงของชิ้นงาน
  • เกณฑ์รับ (Acceptance Criteria) ที่อ้างอิงมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ

Risks / ข้อควรระวัง

  • การตรวจสอบเฉพาะรูปลักษณ์ โดยไม่เชื่อมโยงกับข้อมูลกระบวนการก่อนหน้า อาจไม่พบรากเหตุที่แท้จริงของปัญหา
การตรวจวัดความหนาชั้นชุบด้วยเครื่องวัดความหนาบนชิ้นงานโลหะ

ตรวจวัดความหนาชั้นชุบซิงค์เพื่อควบคุมคุณภาพ

ตรวจสอบความหนางานชุบด้วยเครื่องวัดความหนาเพื่อควบคุมคุณภาพ

การตรวจวัดความหนาชั้นชุบซิงค์บนชิ้นงานด้วยเครื่องวัดความหนา

ตรวจวัดความหนาชั้นชุบซิงค์เพื่อควบคุมคุณภาพ

ตรวจสอบความหนางานชุบซิงค์ด้วยเครื่องวัดความหนาเพื่อคุมคุณภาพ

เจ้าหน้าที่กำลังวัดความหนาชั้นเคลือบของชิ้นงานด้วยเครื่อง XRF

การวัดความหนาชั้นเคลือบด้วยเครื่อง XRF (Thickness Gauge)

ตรวจวัดความหนาชั้นเคลือบด้วยเครื่อง XRF เพื่อควบคุมคุณภาพ

เจ้าหน้าที่กำลังตรวจวัดความหนาชั้นชุบด้วยเครื่อง XRF ผ่านระบบคอมพิวเตอร์

สถานีตรวจวัดความหนาชั้นชุบด้วยเครื่อง XRF (Thickness Measurement)

ตรวจวัดความหนาชั้นชุบด้วยเครื่อง XRF เพื่อยืนยันคุณภาพก่อนส่งมอบ


Decision Table: ความแตกต่างของ Process Flow ระหว่าง Automotive และ Electronics

ประเด็นเปรียบเทียบ Automotive Electronics
วัตถุประสงค์หลัก ความทนการกัดกร่อนระยะยาว ความสม่ำเสมอและความสะอาดผิว
ความหนาชั้นซิงค์ ปานกลาง–สูง ตาม OEM ต่ำ–ปานกลาง ควบคุมเข้ม
การเตรียมผิว เน้นกำจัดสนิมและ Scale เน้นกำจัดคราบและอนุภาค
การล้างน้ำ หลายขั้น ลดการปนเปื้อน คุณภาพน้ำสูงเป็นพิเศษ
พาสซิเวชัน เน้น Corrosion resistance เน้น Appearance / Compatibility
การอบไล่ไฮโดรเจน พบได้บ่อยใน High-strength parts พบไม่บ่อย
เกณฑ์ตรวจสอบ Salt spray / OEM spec Visual + Cleanliness

ตารางนี้ช่วยให้เห็นว่า แม้ Process Flow หลักจะเหมือนกัน แต่ จุดเน้นในการควบคุมแตกต่างกันตามอุตสาหกรรม


จุดตัดสินใจสำคัญ (Decision Points) ใน Process Flow

แม้ Process Flow ของการชุบซิงค์จะมีลำดับขั้นตอนพื้นฐานที่คล้ายกัน แต่ในทางปฏิบัติ โรงงานต้องตัดสินใจปรับรายละเอียดของกระบวนการตามลักษณะชิ้นงานและข้อกำหนดของลูกค้า จุดตัดสินใจเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อคุณภาพ ต้นทุน และความเสี่ยงในระยะยาว

ตัวอย่างจุดตัดสินใจที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • จำเป็นต้องเพิ่มขั้นเตรียมผิวหรือไม่: ชิ้นงานที่มีคราบหนัก สนิม หรือ Scale มาก อาจต้องเพิ่มขั้น Degreasing หรือ Pickling เพื่อให้ผิวพร้อมจริงก่อนชุบ
  • จำนวนขั้นการล้างน้ำที่เหมาะสม: งานที่ต้องการความสะอาดสูง เช่น Electronics มักเพิ่มจำนวน rinse เพื่อป้องกันการปนเปื้อน
  • การเลือกชนิดพาสซิเวชัน: ต้องพิจารณาระหว่างความทนการกัดกร่อน สีผิว และความเข้ากันได้กับกระบวนการถัดไป
  • จำเป็นต้องอบไล่ไฮโดรเจนหรือไม่: ขึ้นกับชนิดวัสดุและระดับความแข็งของชิ้นงาน

การตัดสินใจในจุดเหล่านี้ควรอ้างอิงทั้งข้อมูลจาก Process Flow, ความเสี่ยงที่ระบุใน PFMEA และประสบการณ์การใช้งานจริงของลูกค้า


Process Flow นี้สัมพันธ์กับ Control Plan / IATF อย่างไร

ในระบบคุณภาพตามแนวคิด IATF 16949 หรือ ISO 9001, Process Flow ไม่ได้เป็นเพียงแผนผังกระบวนการ แต่เป็นข้อมูลตั้งต้นของเอกสารควบคุมคุณภาพ เช่น Control Plan และ PFMEA โดยทั้งสามส่วนต้องสอดคล้องและอ้างอิงกันอย่างเป็นระบบ

ความสัมพันธ์หลักมีดังนี้:

  • Process Flow: แสดงลำดับขั้นตอน ขอบเขตของกระบวนการ และจุดเชื่อมต่อระหว่างขั้นตอน
  • PFMEA: วิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละขั้นของ Process Flow รวมถึงผลกระทบและสาเหตุ
  • Control Plan: แปลงความเสี่ยงจาก PFMEA มาเป็นจุดควบคุม วิธีการตรวจสอบ ความถี่ และบันทึกข้อมูล

ในทางปฏิบัติ หาก Process Flow ระบุขั้นตอนอย่างชัดเจน Control Plan จะสามารถกำหนดจุดตรวจที่เหมาะสมได้ เช่น การควบคุมค่าเคมีในขั้นเตรียมผิว หรือการตรวจความหนาหลังการชุบ แต่หาก Process Flow ไม่ครบถ้วน Control Plan ที่สร้างขึ้นมักไม่ครอบคลุมความเสี่ยงจริงของกระบวนการ

ดังนั้น Process Flow จึงเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่เชื่อมโยงงานชุบซิงค์เข้ากับระบบคุณภาพ และช่วยให้การสื่อสารระหว่างฝ่ายผลิต QA และลูกค้าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน


Risks / ข้อควรระวังเชิงระบบ

  • กระบวนการชุบซิงค์เป็นระบบต่อเนื่อง ความผิดพลาดในขั้นต้นอาจส่งผลถึงขั้นสุดท้าย
  • การควบคุมต้องพิจารณาทั้งกระบวนการ ไม่ใช่เฉพาะขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง
  • Data consistency: ข้อมูลกระบวนการ (เช่น ค่าเคมี เวลา อุณหภูมิ ผลการตรวจ) หากบันทึกไม่สอดคล้องกันในแต่ละขั้น จะทำให้การวิเคราะห์ปัญหาและการปรับปรุงกระบวนการคลาดเคลื่อน
  • Record / Traceability: การขาดบันทึกหรือการสอบกลับข้อมูลไม่ได้ จะทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงปัญหาคุณภาพกลับไปยังขั้นตอนต้นเหตุ และเพิ่มความเสี่ยงในกรณีเกิด claim หรือ audit

FAQ

Q1: กระบวนการชุบซิงค์แบบโรงงานมีกี่ขั้นตอนหลัก? A: โดยทั่วไป 7–8 ขั้นตอน ขึ้นกับสเปคและความต้องการด้านคุณภาพ

Q2: ขั้นตอนไหนส่งผลต่อคุณภาพมากที่สุด? A: การเตรียมผิวและการควบคุมกระแสไฟในขั้นตอนชุบ

Q3: ทุกงานจำเป็นต้องอบไล่ไฮโดรเจนหรือไม่? A: ไม่จำเป็น ต้องพิจารณาตามชนิดวัสดุและระดับความแข็งของชิ้นงาน


อ้างอิง/มาตรฐานที่เกี่ยวข้องในงาน ชุบซิงค์

เข้าใจกระบวนการเพื่อกำหนดสเปคและจุดควบคุมที่เหมาะสม

มื่อเข้าใจ Process Flow ของการชุบซิงค์อย่างเป็นระบบ วิศวกรและ QA จะสามารถกำหนดสเปคและจุดควบคุมคุณภาพได้เหมาะสม ลดความเสี่ยงและต้นทุนจากปัญหาที่ปลายทาง

Related Articles